Category Archives: forex

Money Flow Index คืออะไร การคำนวณ สูตร Money Flow Index การวิเคราะห์กราฟ ข้อดีข้อเสีย การใช้คู่กับ indicator อื่น

Money Flow Index MFI

Money Flow Index คืออะไร Money Flow Index (MFI) เป็นตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการประเมินความเคลื่อนไหวของราคาในตลาดทุน โดยดูการผสมผสานระหว่างปริมาณการซื้อขายและราคาของหลักทรัพย์ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของราคาได้ ค่า MFI อยู่ในช่วง 0-100 โดยมีค่าเกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ที่ 20 และ 80 ซึ่งสามารถช่วยในการตัดสินใจการลงทุนได้ โดย MFI มีค่าอยู่ในช่วง 0-100 โดยส่วนมากจะใช้ค่าเกณฑ์ 20 และ 80 เป็นเกณฑ์ของการวิเคราะห์ ค่า MFI ที่ต่ำกว่า 20 อาจแสดงถึงสัญญาณของตลาดที่มีการขายเกินจำนวน และมีโอกาสที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ในขณะที่ค่า MFI ที่สูงกว่า 80 อาจแสดงถึงสัญญาณของตลาดที่มีการซื้อเกินจำนวน และมีโอกาสที่ราคาจะลดลงในอนาคต สูตรการคำนวณ Money Flow Index สูตรการคำนวณ Money Flow Index (MFI) คือดังนี้: คำนวณ Money Flow (MF) (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

William percent range คืออะไร การคำนวณสูตร การตั้งค่าวิเคราะห์กราฟ ข้อดีข้อเสีย

William Percent Range

William percent range คืออะไร William Percent Range (Williams %R) คือตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงิน เพื่อช่วยในการหาจุดที่ราคาอาจจะมีแนวโน้มเปลี่ยนทิศทาง หรือมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นหรือน้อยลง ในตัวชี้วัดนี้ช่วยในการระบุสภาวะตลาดที่มีการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลาเจ็ดวัน โดยมีค่าอยู่ในช่วง ค่าต่ำสุดที่ -100% และค่าสูงสุดที่ 0% โดยมักแสดงในรูปแบบกราฟเส้นที่วาดบนกราฟราคาของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงิน การใช้งาน Williams %R หรือ William Percent Range เป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคในการลงทุนหรือการซื้อขายหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงิน เพื่อช่วยในการระบุสภาวะตลาดที่อาจมีการเปลี่ยนแนวโน้มราคา โดยสัญญาณที่ได้จากตัวชี้วัดนี้สามารถช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปิดหรือปิดตำแหน่งการลงทุน หรือการทำธุรกรรมซื้อขายในตลาดทางการเงิน โดยการใช้งาน Williams %R ควรระมัดระวังว่าการวิเคราะห์กราฟราคาไม่ควรพึงพาเพียงแค่ตัวชี้วัดเดียว แต่ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประเมินสภาวะตลาดในทั้งด้านเทคนิคและเบื้องต้น เช่นแนวโน้มทั่วไปของตลาด ข่าวสารที่มีผลต่อตลาด และปัจจัยเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ ด้วย การคำนวณสูตร William percent range สูตรสำหรับคำนวณ William Percent Range (Williams %R) คือดังนี้: ​คำนวณค่า “R”: (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

Stochastic Oscillator คืออะไร การคำนวณ stochastic และการวิเคราะห์กราฟ การใช้งาน OVB OVS และการใช้คู่กันกับ indicator อื่น

Stochastic Oscillator

Stochastic Oscillator คืออะไร Stochastic Oscillator คือเครื่องมือในการวิเคราะห์กราฟราคาในการซื้อขายหุ้นและตลาดทางการเงินเพื่อช่วยในการระบุเวลาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อหรือขายหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ โดยใช้ความเกี่ยวข้องระหว่างราคาปิดประจำวันและราคาต่ำสุดหรือสูงสุดในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ โดยที่หลักการหลักของ Stochastic Oscillator คือการแสดงว่าราคาปัจจุบันของหลักทรัพย์มีความเปรียบเทียบกับราคาย้อนหลังในช่วงเวลาที่กำหนด โดย Stochastic Oscillator คือตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์และการทำนายเทรนด์ของราคาในตลาดการเงิน โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างราคาปิดปัจจุบันและราคาต่ำสุดหรือสูงสุดของหลักทรัพย์ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนและนักซื้อขายสามารถรับรู้เมื่อราคาของหลักทรัพย์มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะซื้อเกินหรือขายเกิน (overbought หรือ oversold) ซึ่งอาจช่วยในการตัดสินใจในการซื้อหรือขายในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น การคำนวณ stochastic Stochastic Oscillator ทำงานโดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ในการคำนวณค่า Stochastic ซึ่งมีสูตรคำนวณหลัก ๆ ดังนี้: คำนวณค่า %K (Stochastic) %K = 100 * (ปริมาณราคาปิดปัจจุบัน – ราคาต่ำสุดในช่วงเวลา N) / (ราคาสูงสุดในช่วงเวลา N – ราคาต่ำสุดในช่วงเวลา N) ในสูตรนี้: %K คือค่า Stochastic ที่ได้ ปริมาณราคาปิดปัจจุบัน คือราคาปิดของหลักทรัพย์ในวันปัจจุบัน (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

Relative Vigor index คืออะไร ตั้งค่าคำนวณ การวิเคราะห์กราฟ

Relative Vigor Index RVI

Relative Vigor index คืออะไร Relative Vigor Index (RVI) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการวิเคราะห์กราฟราคาในตลาดทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ เป็นหนึ่งในหลายๆ ตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคา ซึ่งจะช่วยในการแสดงความแตกต่างระหว่างราคาปิดปัจจุบันและราคาเปิดของแต่ละระยะเวลา ซึ่งสามารถใช้ในการพิจารณาเมื่อต้องการรับรู้เครื่องแรกของการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของราคา รวมถึงความเข้มแรงของแนวโน้มดังกล่าว RVI ถูกสร้างขึ้นโดย John Ehlers และได้รับความนิยมในวงการการซื้อขายและการลงทุนเป็นอย่างมาก ซึ่งมีสูตรคำนวณที่พอดีและซับซ้อนในบางที่ คำนวณหา RVI จะใช้ข้อมูลราคาเปิด ราคาปิด รวมถึงความแตกต่างระหว่างราคาปิดและราคาเปิด ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขที่อยู่ในช่วง -2 ถึง +2 ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบแนวโน้มและความเข้มแรงของตลาดได้ ค่า RVI ที่มากกว่าศูนย์มักจะแสดงถึงแนวโน้มของตลาดเป็นเชิงบวก ซึ่งแปรผันเป็นแนวขึ้น ในขณะที่ค่า RVI ที่น้อยกว่าศูนย์จะแสดงถึงแนวโน้มของตลาดเป็นเชิงลบ แปรผันเป็นแนวลง ผู้ซื้อขายและนักลงทุนสามารถใช้ค่า RVI เพื่อดูแนวโน้มและเข้าใจว่าตลาดอาจจะอยู่ในช่วงแนวขึ้นหรือแนวลงอยู่ในขณะนั้น ความสูงหรือค่ามากของ RVI อาจแสดงถึงความเข้มแรงของแนวโน้ม ในขณะที่ค่าต่ำกว่าศูนย์อาจแสดงถึงแนวโน้มที่อ่อนแอหรือกำลังเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง การตั้งค่า Relative Vigor index การตั้งค่า Relative Vigor Index (RVI) ประกอบด้วยการเลือกวิธีคำนวณค่า (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

Relative Strangth index คืออะไร การตั้งค่า คำนวณสูตร บอกอะไร ใช้การวิเคราะห์อย่างไร

Relative Strength Index RSI

Relative Strangth index คืออะไร ตัวชี้วัดความแข็งแรงสัมพันธ์ (Relative Strength Index, RSI) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาในตลาดทางการเงิน เช่น ตลาดหุ้นหรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) เป็นต้นRSI ทำงานโดยวัดความแตกต่างระหว่างปริมาณการเพิ่มขึ้นและการลดลงของราคา ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ (โดยทั่วไปใช้ช่วงเวลา 14 วัน) เพื่อประมวลผลให้ได้ค่าที่เรียกว่า RSI ที่อยู่ในช่วง 0-100 ซึ่งจะช่วยให้ผู้วิเคราะห์สามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะการซื้อขายเกินและขาดในตลาดได้ การใช้ RSI ในการวิเคราะห์ราคามีหลายวิธี เช่น การตรวจสอบการเปรียบเทียบค่า RSI กับการเคลื่อนไหวของราคาจริง การค้นหาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงค่า RSI และอื่น ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อขายหรือการลงทุนในตลาดทางการเงิน โดย ค่า RSI มีความหมายดังนี้: ค่า RSI ที่อยู่ในช่วง 0-30 ถือว่าเป็นสัญญาณแสดงถึงสภาวะการซื้อขายเกิน (Oversold) ซึ่งอาจแสดงถึงโอกาสที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ค่า RSI ที่อยู่ในช่วง 70-100 ถือว่าเป็นสัญญาณแสดงถึงสภาวะการซื้อขายขาด (Overbought) ซึ่งอาจแสดงถึงโอกาสที่ราคาจะลดลงในอนาคต ค่า (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

MACD คืออะไร Moving Average Divergence Convergence การตั้งค่า การคำนวณ การใช้วิเคราะห์ ใช้คู่กับอะไร

Moving Average Convergence Divergence

MACD คืออะไร MACD ย่อมาจาก “Moving Average Convergence Divergence” ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการวิเคราะห์และการซื้อขายในตลาดทางการเงิน นี่เป็นเครื่องมือที่มักถูกใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นและสินทรัพย์อื่น ๆ เช่นเดียวกับตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) และตลาดเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ (Commodities) การใช้งาน MACD นั้นมีหลายวิธี แต่ทั่วไปแล้ว เมื่อเส้น MACD ตัดเส้นสัญญาณขึ้นหรือลง อาจจะถือว่าเป็นสัญญาณสำหรับการเริ่มหรือสิ้นสุดของแนวโน้มราคา การสังเกตุการแคร์ข้ามระหว่างเส้น MACD และเส้นสัญญาณยังสามารถช่วยในการแยกแยะความเร่งหรือความช้าในแนวโน้มราคาได้ด้วย โดยตัวชี้วัด MACD ประกอบด้วยส่วนประกอบหลายอย่าง ซึ่งได้แก่ เส้นสัญญาณ เส้นสัญญาณ (Signal Line): นี่คือเส้นเรียงตามของเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ของเส้น MACD เอง มันช่วยในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง MACD และเส้นเคลื่อนที่สำหรับระยะเวลาที่กำหนด เส้น MACD เส้น MACD (MACD Line): นี่คือผลต่างระหว่างเส้นเคลื่อนที่เฉลี่ยสำหรับระยะเวลาสั้นและระยะเวลายาว ซึ่งช่วยในการแสดงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มของราคา เส้นเคลื่อนที่เฉลี่ย เส้นเคลื่อนที่เฉลี่ย (Moving Averages): (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

Force Index คืออะไร การตั้งค่า สูตรคำนวณ การวิเคราะห์กราฟ การวิเคราะห์ขาขึ้นขาลง

Force Index FI

Force Index คืออะไร Force Index เป็นตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น สกุลเงิน หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เป็นต้น เป้าหมายหลักของ Force Index คือการช่วยในการติดตามแนวโน้มของราคาและการเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อขายของตลาด ค่า Force Index ที่เป็นบวกแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของแรงสั่งซื้อในตลาด ซึ่งอาจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มของราคาที่จะเป็นบวกขึ้นในอนาคต ในทางตรงกันข้าม ค่า Force Index ที่เป็นลบอาจแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของแรงสั่งขาย ซึ่งอาจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มของราคาที่จะเป็นลบลงในอนาคต “Force Index” คือตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาจารย์ Alexander Elder เพื่อช่วยในการวิเคราะห์แรงสูงต่ำของการซื้อขายในตลาด โดยพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของราคา ปริมาณการซื้อขาย และการเคลื่อนไหวของตลาด เป้าหมายของ Force Index คือการหาสัญญาณเมื่อแรงขายหรือแรงซื้อเพิ่มขึ้นหรือลดลงเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคา การใช้ Force Index ในการวิเคราะห์กราฟราคาช่วยให้นักลงทุนและนักเทรดสามารถระบุแนวโน้มของตลาดและการเปลี่ยนแปลงในการซื้อขายได้ง่ายขึ้น แต่ควรพิจารณาใช้ร่วมกับตัวชี้วัดและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประเมินสภาพตลาดอย่างเป็นระบบและละเอียดอีกมากกว่าเพียง Force Index เดียว การตั้งค่า Force Index การตั้งค่า Force (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

Commodity Chanel Index คืออะไร การตั้งค่า การวิเคราะห์กราฟ สูตรคำนวณ การใช้กับ indicator อื่น

Commodity Channel index CCI

Commodity Chanel Index คืออะไร Commodity Channel Index (CCI) คือตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาเพื่อช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อหรือขายสินค้าเชิงพาณิชย์หรือสินค้าทางการเงิน โดยเฉพาะในตลาดที่มีการความผันผวนในระยะสั้น ๆ อย่างเช่นตลาดสินค้าเช่นสินค้าเกษตร แร่ธาตุ หรือเช่นตลาดการเงินเช่นหุ้น ธนาคาร และเงินตราต่างประเทศ โดย CCI ถูกพัฒนาโดยดอนัลด์ แลมเบิร์ต (Donald Lambert) ในปี ค.ศ. 1980 และมีการนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดมาอย่างกว้างขวางในช่วงหลายสิบปี การใช้ CCI ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาต้องเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์อื่นๆ เพื่อให้สามารถตัดสินใจการลงทุนหรือซื้อ-ขายสินค้าได้ถูกต้องและมีเหตุผลมากขึ้น การใช้ CCI ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่องค์กรหรือนักลงทุนจะนำมาใช้ในการตัดสินใจการซื้อ-ขายสินทรัพย์ต่างๆ และ CCI คำนวณจากการหาค่าเฉลี่ยของราคาปิด ค่าเฉลี่ยเลื่อนและค่าความผันผวนของราคา โดยใช้สูตรที่ซับซ้อน จากนั้นจะได้ตัวเลข CCI ออกมา ซึ่งมีบวกและลบกันได้ตามค่าที่ได้ ซึ่งสามารถใช้เป็นสัญญาณในการตัดสินใจเข้าซื้อหรือขาย เช่น ค่า CCI ที่มากกว่า 100 อาจแสดงถึงการกลับราคาแนวต้านลงมา ค่า CCI ที่น้อยกว่า -100 อาจแสดงถึงการกลับราคาแนวสนับสนุนขึ้นมา การตั้งค่า (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

Bear Bull power indicator คืออะไร การใช้วิเคราะห์ forex ใช้คู่กับอะไร สูตรการคำนวณ วิเคราะห์

Bear Bull power indicator

Bear Bull power indicator คืออะไร Bear Bull Power Indicator คือตัวชี้วัดทางเทคนิคในการวิเคราะห์กราฟราคาในตลาดทางการเงิน โดยส่วนใหญ่ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น แต่ก็สามารถนำมาใช้กับตลาดอื่น ๆ ได้เช่นกัน ช่วยในการประเมินแนวโน้มของราคาหุ้นว่าจะมีแนวโน้มขึ้นหรือลงในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อ Bear Power มีค่าบวกและ Bull Power มีค่าลบ นั่นหมายถึงว่าตลาดมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มขาลง และเมื่อ Bull Power มีค่าบวกและ Bear Power มีค่าลบ นั่นหมายถึงว่าตลาดมีแนวโน้มขาขึ้นและมีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง โดย Bear Bull Power Indicator จะใช้สูตรการคำนวณโดยใช้ราคาปิดตลาด (Close Price) ของหุ้นแต่ละวัน เพื่อหาค่าเฉลี่ยของราคาปิดตลาดในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แล้วนำค่าเฉลี่ยของราคาปิดตลาดนี้มาลบกับราคาปิดตลาดในแต่ละวัน เพื่อหา Bear Power และ Bull Power ตามลำดับ Bear Power Bear Power คือค่าที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของค่าเสน่ห์ของตลาดแบบลบหรือแนวโน้มลดลง โดยใช้เส้นสำรองค่าเฉลี่ยเลื่อน (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)

standard deviation indicator คืออะไร สูตรคำนวณ ใช้ในการวิเคราะห์ forex ใช้คู่กับ ค่าที่เหมาะสม

Standard Deviation SD

standard deviation indicator คืออะไร ตัวชี้วัดเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation Indicator) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า SDI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์และประเมินความแปรปรวนของราคาในตลาดทางการเงินหรือตลาดทุกประเภท ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นค่าที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงการกระจายของข้อมูลราคาหรือค่าต่าง ๆ รอบค่าเฉลี่ย (mean) ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในการวิเคราะห์ Standard Deviation Indicator (SDI) เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์และตรวจสอบความแปรปรวนของราคาในตลาดการเงิน เช่น ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา (Forex) โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยและความแตกต่างระหว่างราคาในช่วงเวลาที่กำหนด นี่คือหลายเครื่องมือ SDI ที่สามารถใช้งานได้: Bollinger Bands (แถบบอลลิงเจอร์): เครื่องมือที่ใช้ SDI ร่วมกับเส้นเคลื่อนเฉลี่ยเพื่อสร้างขอบเขตสำหรับความแปรปรวนและแนวโน้มของราคา. Volatility Channels (ช่องความแปรปรวน): แบบคล้ายกับแถบบอลลิงเจอร์ แต่ใช้ SDI เพื่อสร้างช่องความแปรปรวนและแนวโน้มของราคา. ATR (Average True Range): เครื่องมือที่ใช้ค่าเฉลี่ยของความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด. Chaikin Volatility Indicator: เครื่องมือที่ใช้ SDI ร่วมกับ Volume (อ่านข้อมูลฉบับเต็ม)